ศูนย์กลางแปลเอกสารไทยเยอรมันเต็มจำนวนครบวงจร

ศูนย์กลางการถอดความสิ่งพิมพ์พร้อมกับการล่ามภาษาเยอรมัน thaieurovisa.com  ให้บริการรับแปลเอกสารไทยเยอรมันเป็นภาษาไทย และภาษาไทยเป็นภาษาเยอรมัน เพราะว่าบริการกว้างขวางทั่วโลก ข้ามระเบียบอีเมล์อินเตอร์เน็ตและไปรษณีย์ในประเทศไทยกับต่างบ้านต่างเมือง เสร็จประกันการแปลความงานพิมพ์เพราะว่ามืออาชีพศาล ผู้รู้กฎหมาย สถานทูต กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ และนักถอดความถ้อยคำผู้ได้รับยอม (certified translator)

ทีมงานของเรา มี ผู้มีสมรรถนะภาษาเยอรมันที่ผ่านการต่อสู้และซักซ้อม เพื่อรองกับลูกค้าทุกระดับชั้น ส่งมอบคุณภาพงานบริการตามราคาที่สมเหตุสมผล ให้บริการแปลเอกสารภาษาเยอรมันทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น การแปลความหมายงานพิมพ์สัญญาธุรกิจ, การตีความเอกสารหนังสือสินค้าอุตสาหกรรม,  การถ่ายความหมายสิ่งพิมพ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, การแปลความหมายเอกสารด้านรถพร้อมด้วยวิศวกรรม, การแปลสิ่งพิมพ์งบการเงินบริษัท, การถอดความสิ่งพิมพ์ราชการเพื่อการศึกษาต่อ, การตีความเอกสารราชการเพื่อการมีเหย้ามีเรือน, การถ่ายความหมายงานพิมพ์ราชการเพื่อการทำงานต่างถิ่น, การถอดความหมายสิ่งพิมพ์คัมภีร์เครื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์, การตีความเอกสารทางการแพทย์, ถอดความหมายสิ่งพิมพ์สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม, กฏเกณฑ์คุณลักษณะ ISO ฯลฯ

thaieurovisa  รวมถึงยังให้บริการล่ามภาษาเยอรมันทุกสาขาการงาน ยกตัวอย่างเช่น ล่ามภาษาเยอรมัน-ไทยแบบฉุกเฉินในที่รวมกันนานาประเทศ, ล่ามภาษาเยอรมัน-ไทยแบบสืบเสาะตัว, ล่ามภาษาเยอรมันที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของบริษัทฯ, ล่ามภาษาเยอรมัน-ไทยงานแสดงผลิตภัณฑ์นานาประเทศ พร้อมทั้งล่ามผู้จัดรายการภาษาเยอรมันบนเวที

thaieurovisa  เป็นพื้นที่กับถิ่นสรรหานักแปลความหมายสิ่งพิมพ์กับล่ามภาษาเยอรมันคุณลักษณะที่ผ่านการเลือกสรรเป็นอันดี หากท่านผู้ซื้อกำลังถามตนเองว่า น่าจะหาที่ถอดความหมายเอกสารภาษาเยอรัมนที่ไหนดี โปรดนึกถึงเรา ไว้เป็นหนึ่งตัวเลือกสรรเท่าเทียม

ประเทศไทยได้อะไรจากเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%97

 

เทคโนโลยีชีวภาพนั้นเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเป็นครั้งคราว จะเห็นได้จากโครงการเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง โดยการวินิจฉัยโรคกุ้ง ทำให้สามารถป้องกันการระบาดของโรคไวรัสในกุ้งอย่างรุนแรงในปี 2540 ได้สำเร็จ และสามารถคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่ปลอดจากเชื้อมาเพาะเลี้ยงส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยดีขึ้น คิดเป็นกำไรปีละ 10,000 ล้านบาท หมายความว่าในปีหนึ่ง ๆ ได้กำไรคิดเป็น 1,000 เท่า ต่อจำนวนเงิน วิจัยในโครงการเทคโนโลยีชีวภาพกุ้งในแต่ละปี และในด้านสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีชีวภาพได้เข้ามามีบทบาทในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคัดเลือกพันธุ์พืชทนเค็ม ทำให้พลิกฟื้นพื้นที่ที่เสื่อมโทรมจากการทำเกลือสินเธาร์ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว และคืนความชุ่มชื้นให้กับชุมชนได้สำเร็จ

จากพื้นฐานความเข้มแข็งทางด้านการเกษตรและทรัพยากรที่มีความหลากหลายในประเทศไทย  เทคโนโลยีชีวภาพจึงกลายเป็นความสำคัญสำหรับการปรับปรุงพันธุ์พืช และสัตว์ ให้มีคุณสมบัติได้ตามที่ต้องการ เพื่อการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งเพื่อการเปลี่ยนวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดมูลค่าสูงสุด เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก เช่น ข้าว ที่ต้องมีการเร่งผลิตให้ได้พันธุ์ที่สามารถให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้น ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและมีความต้านทานต่อโรค  ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันในจุดนี้ได้ผลเสียก็จะมาตกอยู่กับภาคการเกษตรอย่างหลีกไม่พ้น

การที่ประสิทธิภาพในการผลิตข้าวของประเทศไทยอยู่ที่ 70%  ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามูลเหตุของความตกต่ำอยู่ที่โรคแมลงและสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น กรณีโรคใบไหม้ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาใช้เพื่อการรวบรวมเชื้อ สาเหตุโรคใบไหม้ในประเทศไทย  รวมทั้งลักษณะและความรุนแรงเพื่อที่จะได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้มีความทนทานต่อโรคนี้ หรือในกรณีที่ได้มีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวมีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้สำเร็จ และนักวิจัยกำลังใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อมองหายีนที่เกี่ยวข้องกับการทนแล้ง เพื่อจะพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้สามารถทนแล้งและให้ผลผลิตที่ดีได้ รวมทั้งการหายีนที่เกี่ยวข้องกับการทนน้ำท่วม เพื่อใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนน้ำท่วมต่อไป

ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ชีวภาพในระดับโลก

2-jpg-1379141888823

ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันมาก คือ  ความสำเร็จของโครงการจีโนมของมนุษย์  ซึ่งได้ประกาศให้ชาวโลกทราบเมื่อวันที่  26  มิถุนายน  2543  ว่าคณะทำงานได้ลงนามเสร็จสิ้น  พร้อมทั้งร่างรายละเอียดของยีนส์ทั้งหมดของมนุษย์  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคพันธุกรรมของมนุษย์  ทำให้รักษาโรคอย่าเจาะจง  พัฒนาเวชภัณฑ์  เช่น  ยา  และวัคซีนให้มีความจำเพาะมากขึ้น นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์จะถูกนำมาประยุกต์ กับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ  โดยเฉพาะเรื่องยีนส์  อันจะนำไปสู่วิทยาการใหม่ที่เรียกว่า สารสนเทศชีวภาพ (Bio informatics) ก่อให้เกิดความสามารถทำแบบ จำลองของโมเลกุลขนาดใหญ่  โดยคอมพิวเตอร์  (Computer  modeling)  วิทยาศาสตร์ชีวภาพจะเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ประโยชน์โมเลกุลในการทำนาโนเทคโนโลยี (Nano  Technology)  และการทำชิพชีวภาพ  (Bio  Chip)  ที่จะใช้งานได้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่จะประกอบหรือฝังไว้กับร่างกายของสิ่งมีชีวิต  ช่วยแก้ไขปัญหาการทำงานของระบบประสาทและระบบควบคุมฮอร์โมนต่างๆได้ความก้าวหน้าเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ความรู้ความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์ หลายสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะเป็นการศึกษาในระดับโมเลกุล (Molocular  Bioscienes) และจะประยุกต์ร่วมกับวิทยาศาสตร์กายภาพและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์  เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคมมากขึ้น  เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมต้องเร่งการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพการเกษตรของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งรัดการผลิต การอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตร  ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้นในอนาคตวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะยังมีบทบาทสำคัญต่อการเกษตรและการแพทย์ทั้งการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม  ซึ่งถูกเร่งรัดโดยกติกาและข้อตกลงต่างๆ  ก่อให้เกิดการนำวัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable  material)  มาใช้งาน  เทคโนโลยีสะอาด  (Clean  technology)การบำบัดทางชีวภาพ  (Bioremediation)  การทำเกษตรอินทรีย์ (Organic  farming)  ยาสมุนไพร  (Herbal  medicine)  และโรงงานชีวภาพ  Biofactory  เป็นต้น  ดังนั้นในอนาคตไทยจะต้องมีนักวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่มีเป้าหมายที่จะใช้ความรู้  4 ด้าน  คือ  การเกษตร  การแพทย์    การอุตสาหกรรม  และสิ่งแวดล้อม สังคมไทยในอนาคตจะต้องการคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อทดแทนสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไปเนื่องจากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว  นอกจากนี้การศึกษาตลอดชีวิตจะมีความสำคัญต่อสังคมมากยิ่งขึ้น

การพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต

2014-07-08105635เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร และมีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า การพัฒนาอุปกรณ์การผลิตควรเริ่มจากการพัฒนาอุปกรณ์การผลิตเพื่อการเกษตรและนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไป อุปกรณ์การผลิตทางด้านการเกษตรจำเป็นต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพอาชีพ ความรู้ ฝีมือแรงงาน เศรษฐกิจ และประการสำคัญ โดยต้องคำนึงถึงการมีงานทำของประชากรในท้องถิ่นนั้นด้วย เนื่องจากฐานะเศรษฐกิจของเกษตรกรค่อนข้างต่ำ อุปกรณ์การผลิตที่จะช่วยเพิ่มผลิตผลหรือแปรสภาพผลิตผลไปสู่ตลาดต้องมีราคาถูก อยู่ในฐานะที่เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรจะร่วมกันลงทุนได้ ซึ่งขณะนี้มีอุปกรณ์การผลิตด้านเกษตรที่คนไทยพัฒนาขึ้นใช้ในท้องถิ่นเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว

การเกษตรมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โดยรู้จักใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายจากพืช สัตว์ ในชีวิตประจำวัน และในการพัฒนาประเทศให้เจริญมั่นคง การให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและส่งเสริมให้มีการนำวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในขบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้นตามมา ซึ่งสินค้าไทยที่มีศักยภาพทางการค้าคือเครื่องสีข้าว รถไถขนาดเล็ก เครื่องใส่ปุ๋ย เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยาฆ่าแมลง ปุ๋ยอินทรีย์ และเครื่องบรรจุหีบห่อสินค้าแปรรูป ซึ่งจากการผลการประเมินปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจะเห็นได้ว่าหากสินค้าเป็นสินค้าที่มุ่งเน้นเพื่อการจำหน่ายนักลงทุนเกษตรรายใหญ่ จะมุ่งเน้นที่ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน คุณภาพสูง แข็งแรง ทนทาน มีบริการหลังการขาย ดังนั้นควรให้ความสำคัญอย่างมากกับการวางกลยุทธ์การตลาดด้านผลิตภัณฑ์ และช่องทางการจัดจำหน่าย

ประโยชน์ของเครื่องมือด้านการเกษตร
1. เครื่องมือทุ่นแรงทำงานได้รวดเร็ว ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจ้างแรงงานคน และสามารถทำงานได้ทันต่อช่วงเวลาการเพาะปลูกที่เหมาะสม
2. เกษตรกรสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกได้มากขึ้น เนื่องจากเครื่องมือทุ่นแรงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับแรงงานคน และช่วงเวลาที่มีอยู่จำกัด
3. เครื่องทุ่นแรงช่วยให้เกษตรกรสามารถปฏิบัติงานตามขั้นตอนต่างๆของการเพาะปลูกได้อย่างประณีต
4. ลดการสูญเสียผลิตผลในช่วงการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งการใช้แรงงานคนจะทำให้มีการร่วงหล่นของเมล็ดพืชมาก
5. ประโยชน์ทางอ้อมของเครื่องมือทุ่นแรงก็คือ การลดความเหนื่อยยากลำบากของเกษตรกรในการประกอบเกษตรกรรม

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของไทยในปัจจุบัน

9

เศรษฐกิจไทยมีรากเหง้ามาจากการเกษตร เดิมทีเป็นการปลูกพืชเพื่อบริโภคในประเทศ แต่ภายหลังการเปิดประเทศตามสนธิสัญญาเบาริ่ง การปลูกข้าวเพื่อส่งออกก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น มูลค่าการส่งออกข้าวคิดเป็นร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในทศวรรษ 2450 ก่อนจะลดลงมาในภายหลัง ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การค้าระหว่างประเทศเริ่มเติบโตจากอิทธิพลของพ่อค้าชาวจีนที่มาตั้งรกรากในประเทศไทย ซึ่งภายหลังพ่อค้าชาวจีนเหล่านี้ก็กลายเป็นตระกูลนักธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย ส่วนอุตสาหกรรมในประเทศเริ่มต้นอย่างชัดเจนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยเป็นการผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า และกลจักรสำคัญมาจากรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ หรือบริษัทที่ร่วมทุนกับเอกชน

จุดเปลี่ยนที่สำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยสมัยใหม่ อยู่ในช่วงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่สามารถสถาปนาอำนาจนำในการเมืองโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ต้องการเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ผ่านความช่วยเหลือจากธนาคารโลกเป็นสำคัญรัฐบาลไทยขายบริษัทและรัฐวิสาหกิจที่ไม่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคให้เอกชน และตั้งหน่วยงานที่เป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ประเทศไทยเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น ปรับลดภาษีนำเข้าลง กดค่าแรงให้ต่ำ ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ถึง 6 พันล้านบาท (เฉพาะที่ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ระหว่าง พ.ศ. 2503-2525

เศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2500 และ 2510 เกิดจากการส่งออกสินค้าเกษตร และการไหลเข้าของเงินทุน-เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ส่วนภาคอุตสาหกรรมในช่วงแรกยังเน้นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าเป็นหลัก ซึ่งช่วงหลังของทศวรรษที่ 2510 จึงเริ่มเปลี่ยนทิศทางมาเป็นการผลิตเพื่อส่งออก แต่ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งพิงต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจโลกเองก็มีความผันผวนอย่างหนัก ดังจะเห็นได้จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกใน ค.ศ. 2008 ที่ยังเรื้อรัง และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยที่พัฒนาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามการเป็นประเทศอุตสาหกรรมแบบ “รับจ้างผลิต” ที่ไม่มีเทคโนโลยีระดับสูงมากนัก และอาศัยค่าแรงราคาถูกในภูมิภาคเป็นจุดเด่น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยกำลังจะติด “กับดักของประเทศกำลังพัฒนา” ในไม่ช้า

ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ชีวภาพในระดับโลก

Tecan_TEC002575I.jpg

ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันมาก คือ ความสำเร็จของโครงการจีโนมของมนุษย์ ซึ่งได้ประกาศให้ชาวโลกทราบเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2543 ว่าคณะทำงานได้ลงนามเสร็จสิ้น พร้อมทั้งร่างรายละเอียดของยีนส์ทั้งหมดของมนุษย์  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคพันธุกรรมของมนุษย์ทำให้รักษาโรคอย่าเจาะจงพัฒนาเวชภัณฑ์ เช่น ยาและวัคซีนให้มีความจำเพาะมากขึ้น นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์จะถูกนำมาประยุกต์ กับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพโดยเฉพาะเรื่องยีนส์  อันจะนำไปสู่วิทยาการใหม่ที่เรียกว่าสารสนเทศชีวภาพ ก่อให้เกิดความสามารถทำแบบจำลองของโมเลกุลขนาดใหญ่ โดยคอมพิวเตอร์  วิทยาศาสตร์ชีวภาพจะเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ประโยชน์โมเลกุลในการทำนาโนเทคโนโลยีและการทำชิพชีวภาพ ที่จะใช้งานได้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่จะประกอบหรือฝังไว้กับร่างกายของสิ่งมีชีวิตช่วยแก้ไขปัญหาการทำงานของระบบประสาทและระบบควบคุมฮอร์โมนต่างๆได้

ความก้าวหน้าเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ความรู้ความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์ หลายสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะเป็นการศึกษาในระดับโมเลกุลและจะประยุกต์ร่วมกับวิทยาศาสตร์กายภาพและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์  เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคมมากขึ้น  เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมต้องเร่งการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพการเกษตรของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งรัดการผลิต การอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตร  ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้นในอนาคตวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะยังมีบทบาทสำคัญต่อการเกษตรและการแพทย์ทั้งการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกเร่งรัดโดยกติกาและข้อตกลงต่างๆ ก่อให้เกิดการนำวัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มาใช้งาน เทคโนโลยีสะอาด การบำบัดทางชีวภาพ การทำเกษตรอินทรีย์ ยาสมุนไพรและโรงงานชีวภาพ Biofactory เป็นต้น ดังนั้นในอนาคตไทยจะต้องมีนักวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่มีเป้าหมายที่จะใช้ความรู้ 4 ด้าน คือ การเกษตร การแพทย์ การอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม สังคมไทยในอนาคตจะต้องการคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อทดแทนสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไปเนื่องจากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วนอกจากนี้การศึกษาตลอดชีวิตจะมีความสำคัญต่อสังคมมากยิ่งขึ้น

อุตสาหกรรมอาหาร กับเทคโนโลยีสะอาดเพื่อสุขภาพที่ดี

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ปัญหาโลกร้อน อันตรายต่างๆ ปนเปื้อนกับสิ่งแวดล้อม ทุกทิศทุกทาง ทั้ง ดิน น้ำ อากาศ ทำให้ทั่วโลกจำเป็นต้องมีมาตรการเพื่อร่วมกัน ป้องกัน ร่วมกันใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน ที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า มากที่สุดไว้ให้ลูกหลาน

เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด อาจเรียกว่า การผลิตเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Productivity) หมายถึง การปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อให้การใช้ วัตถุดิบ พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้เปลี่ยนเป็นของเสียน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย (Waste Minimization) จึงเป็นการลดมลพิษที่แหล่งกำเนิด (Pollution Prevention) ทั้งนี้ รวมถึงการเปลี่ยนวัตถุดิบ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนในการผลิตไปพร้อมกัน

เทคโลโลยีการผลิตที่สะอาดจึง เป็นแนวทางหนึ่งของการจัดการสิ่งแวดล้อมในลักษณะของการป้องกันมลพิษ ที่มีการประยุกต์และผสมผสานกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมของภาคการผลิต ให้มีการป้องกันหรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพในการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดเป็นการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบ พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทำให้เกิดของเสียน้อยที่สุดหรือไม่มีเลยรวมถึงการเปลี่ยนวัตถุดิบ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ จึงเป็นการลดมลพิษ ที่แหล่งกำเนิดช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์และลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการบำบัดหรือกำจัดของเสีย จึงเกิดประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการค้า

อุตสาหกรรมอาหาร เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ที่นำวัตถุดิบจากการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช เนื้อสัตว์ซึ่งได้จากธรรมชาติ มาผ่านการแปรรูป เพื่อให้ได้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการถนอมอาหาร ยืดอายุการเก็บรักษา และสะดวกในการรับประทาน ซึ่งกระบวนการแปรรูปอาหารตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบจนถึง การแปรรูปอาหารด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น การแปรรูปอาหารความร้อน การแช่เยือกแข็ง การทำแห้งจำเป็นต้องใช้พลังงานสูง และทำให้เกิดของเสียเป็นจำนวนมาก ทั้งขยะจากเศษอาหารน้ำล้าง น้ำทิ้ง ซึ่งมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และยังเกิดการปนเปื้อนไปยังอาหารที่ผลิต ทำให้เกิดอันตรายทางอาหาร (food hazard) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้ผลิตอาหารโดยตรง

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหาร ยังมีการใช้ บรรจุภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องการพลังงานทั้งไฟฟ้า น้ำมัน และพลังงงานอื่นๆ ในการผลิต และยังก่อให้เกิด “ขยะ” ปริมาณมหาศาล

เทคโนโลยีกับวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กันมากในปัจจุบันนี้

11

เทคโนโลยีก่อเกิดผลกระทบต่อสังคมและในพื้นที่ที่มีเทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้องในหลายรูปแบบ เทคโนโลยีได้ช่วยให้สังคมหลาย ๆ แห่งเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้นซึ่งรวมทั้งเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในหลาย ๆ ขั้นตอนของการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีได้ก่อให้ผลผลิตที่ไม่ต้องการ หรือเรียกว่ามลภาวะ เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างที่ถูกนำมาใช้มีผลต่อค่านิยมและวัฒนธรรมของสังคม เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นก็มักจะถูกตั้งคำถามทางจริยธรรม

เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีผู้คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงเครื่องมือเครื่องจักรเชิงกลหรืออิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย แต่ความเป็นจริงคือ เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของมนุษย์มาเป็นเวลานานตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มนุษย์นำความรู้จากธรรมชาติวิทยามาคิดค้นและดัดแปลงธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานในการดำรงชีวิต ในระยะแรกเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นระดับพื้นฐานอาทิ การเพาะปลูก การชลประทาน การก่อสร้างการทำเครื่องมือเครื่องใช้ การทำเครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า เป็นต้น ปัจจัยการเพิ่มจำนวนของประชากร ข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการนำและการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น

เทคโนโลยีกับวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กันมาก เทคโนโลยีเกิดจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ถ่ายทอดมาจากประเทศตะวันตก ซึ่งศึกษาค้นคว้าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคปฏิวัติวิทยาศาสตร์(คริสต์ศตวรรษที่ 16-17) ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าควบคู่ไปกับวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่เกิดจากการสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ คือการพยายามที่อธิบายว่าทำไมจึงเกิดอย่างนั้น เช่น นักฟิสิกส์ อธิบายว่า เมื่อขดลวดตัดสนามแม่เหล็กจะได้กระแสไฟฟ้า และน้ำเกิดจากไฮโดรเจนผสมกับออกซิเจน เป็นต้น ตั้งเป็นกฎเกณฑ์และทฤษฎีเพื่อถ่ายทอดและสอนให้ผู้อื่นได้ศึกษาและพัฒนา

ส่วนในความหมายของเทคโนโลยีเป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติแก่มวลมนุษย์ กล่าวคือ เทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสมบัติส่วนรวมของชาวโลก มีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ บทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นลำดับ เช่น การตราพระราชบัญญัติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าในปี พศ 2514 และจัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงานแห่งชาติขึ้นในปี พศ 2522 ให้ทำหน้าที่หลักในการเผยแพร่และพัฒนาผลงานทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทต่อการพัฒนาอย่างมาก

การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมายในยุคปัจจุบัน

19

นับได้ว่าเป็นยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือยุคข้อมูลข่าวสารซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์อย่างมหาศาลยังผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ย่อมมีผลกระทบต่อบุคคล องค์กร หรือสังคม เราสามารถจำแนกผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศออกเป็นสองด้าน คือ ผลกระทบด้านบวก และผลกระทบด้านลบ การกำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุคสารสนเทศ ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณ แต่ต่อมาได้มีความพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น สภาพการใช้งานจึงใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่างกว้างขวาง

การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควมคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้นเสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอกาสการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะใช้ระบบการรักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสารสารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ เช่น วีดิทัศน์ เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศใน โรงเรียนมากขึ้น

เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อม เพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วย ที่เรียกว่า โทรมาตร เป็นต้น เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย ระบบเฝ้าระวังที่มีคอมพิวเตอร์ ควบคุมการทำงาน

เครื่องวัดความเผ็ดเป็นนวัตกรรมใหม่ในการวัดความเผ็ด ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการควบคุมอาหารไทย

เราสามารถวัดระดับความเผ็ดได้โดยมีหน่วยสากลในการวัด คือ หน่วย SHU ซึ่งหน่วยการวัดดังกล่าวมีความสอดคล้องกับปริมาณของสารกลุ่มแคปไซซินอยด์(Capsaicinoid) ที่มีในพริก การวัดความเผ็ดในปัจจุบันใช้การทดสอบด้วยการชิมเป็นส่วนใหญ่ซึ่งให้ผลการวัดไม่แน่นอน หรือโดยใช้เครื่องตรวจวัด High Performance Liquid Chromatography (HPLC)แต่เนื่องจากเครื่องดังกล่าวมีราคาแพง กระบวนการตรวจวัดมีหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน ที่สำคัญต้องทำโดยผู้ชำนาญการเท่านั้น จึงเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเอสเอ็มอี

เครื่องวัดความเผ็ดเป็นนวัตกรรมใหม่ในการวัดความเผ็ด ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการควบคุม ตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ให้กับภาคอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรของไทย โดยนางสาวจตุพร พานทอง หนึ่งในทีมนักวิจัยเปิดเผยว่า เครื่องวัดความเผ็ดได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการควบคุมมาตรฐานการผลิตในแง่ของความเผ็ดที่ให้ผลการวัดได้แม่นยำ ต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย และได้ผลเร็ว ปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่มีพริกเป็นตัวประกอบหลัก เช่นอุตสาหกรรมผลิตน้ำพริก เครื่องแกง พริกแห้ง หรือ ซอสพริก เป็นต้นกระบวนการตรวจวัดใช้การวัดปริมาณสารแคปไซซินด้วยหลักการทางเคมีไฟฟ้า เพียงหยดสารสกัดลงบนแผ่นเซนเซอร์ สารแคปไซซินจะเกิดปฏิกิริยาบนผิวหน้าเซนเซอร์ เครื่องวัดจะทำการวิเคราะห์และประมวลผลการวัดค่าความเผ็ดในหน่วย SHU โดยอัตโนมัติ ใช้เวลาวัดเพียง 2 นาทีโดยมีการแสดงข้อมูลและการตั้งค่าคำสั่งผ่านหน้าจอตัวเครื่องด้วยระบบสัมผัส

และจากการที่แต่ละบริษัทมีความต้องการระดับความเผ็ดของผลิตภัณฑ์ที่ต่างกัน ดังนั้นเครื่องวัดความเผ็ดนี้จึงสร้างให้ผู้ใช้งานตั้งระดับความเผ็ดได้ตามต้องการถึง 4 ระดับ คือ ระดับ 1 เผ็ดน้อยที่สุดระดับ 2 เผ็ดน้อย ระดับ 3 เผ็ดปานกลาง และ ระดับ 4 เผ็ดมาก ผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถทราบว่า วัตถุดิบที่ใช้อยู่มีระดับความเผ็ดได้ตามที่ต้องการหรือไม่ หากไม่ ก็สามารถกลับไปตรวจสอบได้หรือหากเผ็ดมากกว่าที่ต้องการ ก็จะสามารถควบคุมปริมาณวัตถุดิบที่ต้องการใช้ต่อไป ถือเป็นการช่วยในการควบคุมความเผ็ดให้กับการผลิตแต่ละล็อทได้เป็นอย่างดี เพราะพริก ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารส่วนใหญ่จะนำเข้ามาแต่ละแหล่งแห่งไม่เหมือนกัน ทั้งเรื่องของพันธุ์ และแหล่งที่มาของแต่ละภาค หรือ แต่ละฤดูกาลที่ปลูกก็มีผลให้พริกนั้นมีความเผ็ดไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าบริษัทส่วนใหญ่จะกำหนดวัตถุดิบที่ต้องการไว้แล้วก็ตามแต่อายุของพริกที่ได้มาก็เป็นอีกปัจจัยที่บ่งบอกถึงความเผ็ด

ความก้าวหน้าด้านการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม

เทคโนโลยีการเก็บรักษาอาหารและเครื่องดื่มไว้ที่ระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมเป็นปัจจัยที่สำคัญในการรักษาคุณภาพของอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วถึงความเชื่อถือได้ในการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหาร เนื้อสัตว์ และเครื่องดื่มให้คงความสดใหม่ไว้ได้อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ เป็นการเก็บรักษาอาหารหรือแปรรูปอาหารทำให้อยู่ได้นานโดยไม่บูดเสียและผลของการถนอมอาหารจะช่วยยืดอายุอาหาร การเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านสี กลิ่น รส เนื้อ สัมผัส และ ยังคงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไว้ การถนอมอาหารเป็นกระบวนการของการแปรรูป ด้วยวิธีหลายอย่าง ได้แก่ การดอง การแช่อิ่ม การตากแห้งและการเชื่อม เป็นต้น

วัตถุดิบที่ใช้เพื่อการแปรรูปอาหาร เป็นวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้เสื่อมเสียได้ง่าย การแปรรูปอาหาร เป็นมีวัตถุประสงค์เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหารถนอมรักษาคุณภาพอาหารด้านต่างๆ ของอาหารให้ใกล้เคียงของสด ชะลอและป้องกันการเสื่อมเสียของอาหารทั้งการเสื่อมเสียเนื่องจากจุลินทรีย์ การเสื่อมเสียเนื่องจากปฏิกริยาทางเคมี และการเสื่อมเสียทางกายภาพเพื่อให้มีอาหารบริโภคได้ตลอดทั้งปี และสามารถจำหน่ายได้กว้างขวางขึ้น โดยกระบวนการต่างๆที่ใช้เพื่อการแปรรูปอาหารตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ เช่น การล้างการคัดคุณภาพ รวมทั้งกรรมวิธีการถนอมอาหาร เช่น การแปรรูปอาหารด้วยความร้อน การแช่เยือกแข็งอาหาร การทำแห้งมีเป้าหมายเพื่อให้อาหารปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอันตายในอาหาร

ประโยชน์ในการแปรรูปอาหาร

1.เพื่อการถนอมอาหาร เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้เพื่อการแปรรูปอาหาร เป็นวัตถุดิบทางการเกษตร การแปรรูปอาหารเป็นมีวัตถุประสงค์เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหารถนอมรักษาคุณภาพอาหารด้านต่างๆ
2.เพื่อให้อาหารมีความปลอดภัยต่อบริโภค เพราะกระบวนการต่างๆที่ใช้เพื่อการแปรรูปอาหารตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ
3.เพื่อเพิ่มมูลค่า (value added) ให้กับอาหาร ทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลกำไรซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลัก ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร การเพิ่มมูลค่าอาหารอาจทำได้หลายมิติ
4.เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร ทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางทั้งในวงกว้าง และตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ
5.เพื่อสะดวกแก่การบริโภค ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปทำให้ผู้บริโภค ง่าย สะดวก รวดเร็ว ในสภาวะที่เวลาที่เร่งรีบ ลดเวลาในการเตรียมอาหาร และการนำไปแปรรูปต่อ
6.การขนส่งและการเก็บรักษา เช่น เครื่องดื่มผง มีน้ำหนักเบา ขนส่งสะดวก และเก็บรักษาได้นานที่อุณหภูมิห้อง

เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอนาโนและหัตถอุตสาหกรรม


คำว่า นาโน หลายคนอาจยังไม่รู้จักว่าคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร วันนี้เราจะพาน้องๆไปรู้จักกับ นาโนหรือเทคโนโลยีสิ่งทอนาโน
นาโน (Nano) เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากคำในภาษากรีกว่า Nanos ซึ่งแปลว่าแคระหรือเล็ก เมื่อนำคำว่า นาโน มาใช้นำหน้าหน่วยวัดทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ จะหมายถึงขนาดเศษหนึ่งส่วนพันล้านส่วนของหน่วยวัดนั้น จุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงมาก เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน หรือ กล้องจุลทรรศน์ชนิดใหม่ๆที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการศึกษาและวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีโดยเฉพาะ

นาโนเทคโนโลยี หมายถึงเทคโนโลยีประยุกต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการ การสร้าง การสังเคราะห์วัสดุหรืออุปกรณ์ในระดับของอะตอม โมเลกุลหรือชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กในช่วงประมาณ 1 ถึง 100 นาโนเมตร ซึ่งจะส่งผลให้วัสดุหรืออุปกรณ์ต่างๆ มีหน้าที่ใหม่ๆ และมีคุณสมบัติที่พิเศษขึ้นทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ทำให้มีประโยชน์ต่อผู้ใช้สอยและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าสิ่งทออุตสาหกรรมของไทยมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และมีรายได้จากการส่งออกไม่ต่ำกว่าปีละ 120,000 ล้านบาท โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอพื้นเมือง ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม และยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งในขณะนี้ศูนย์นาโนเทคฯ (สวทช.) มีโครงการที่จะเริ่มยกระดับคุณภาพสิ่งทอไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์สิ่งทอโดยเฉพาะสิ่งทอพื้นเมือง โดยอาศัยรูปแบบการพัฒนาธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำมาพัฒนากลุ่มหัตถอุตสาหกรรมให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล

ขณะนี้ นาโนเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี ที่จะสามารถจุดประกายและดึงดูดให้เกิดความน่าสนใจ ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ๆขึ้นมา เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับผ้าไทย เช่น ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์หรือผ้าปูโต๊ะกันน้ำ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยจะต้องเข้าใจในตลาดของกลุ่มหัตถอุตสาหกรรมผ้าไทยพื้นบ้านด้วยว่า คนซื้อผ้าไทยไม่ได้ซื้อเพราะว่าเป็นผ้านาโน แต่ซื้อเพราะว่าผ้ามีสวย ออกแบบอย่างพิถีพิถัน มีเนื้อสัมผัสที่ดี และมีจิตสำนึกที่อยากจะอนุรักษ์ผ้าไทย เป็นต้น ดังนั้นศูนย์นาโนเทคฯ(สวทช.) ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้แสวงหาพันธมิตร และสร้างความร่วมมือกลับกลุ่มพันธมิตรต่างๆ เพื่อผลักดันให้เกิดการบูรณาการอย่างยั่งยืน ทั้งในเรื่องของการออกแบบ การตัดเย็บ การพัฒนาวัสดุเส้นใย หรือการพัฒนารูปแบบใหม่ๆเพิ่มขึ้น ในอนาคต กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนยี จะมีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมประจำจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเข้าไปร่วมทำงานกับผู้ประกอบการ ส่วนข้าราชการและเกษตรกร เพื่อให้คนท้องถิ่นสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆได้อย่างง่าย และเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  และคาดว่าต่อไปอุตสาหกรรมสิ่งทอยังมีเรื่องของการรับรองฉลากสินค้านาโน ที่จะมีการเชิญชวนให้ผู้ประกอบการสิ่งทอนาโน นำผลิตภัณฑ์นาโนที่มีวัสดุนาโน หรือมีกระบวนการของนาโนเทคโนโลยีในการผลิต เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการสะท้อนน้ำ หรือ ยับยั้งแบคทีเรีย มาขอรับรองฉลากนาโนคิว (NanoQ) ด้วย ซึ่งฉลากดังกล่าวนี้จะรับรองโดยสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งไทยและต่างชาติ ทำให้ผ้าไทยมีความแตกต่างและสามารถยกระดับการแข่งขันกับนานาประเทศได้นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เตรียมแผนที่จะขยายการเปิดศูนย์รับเคลือบผ้าคุณสมบัตินาโนและร้านค้าผลิตภัณฑ์ต้นแบบนาโนไปทั่วภูมิภาคของประเทศต่อไป อีกด้วย

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสาขาอุตสาหกรรมและการผลิต


โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งนำระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System-MIS) เข้ามาช่วยจัดการงานด้านการผลิต การสั่งซื้อ การพัสดุ การเงิน บุคลากร และงานด้านอื่นๆ ในโรงงาน ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานอุตสาหกรรมเช่น อุตสาหกรรมการพิมพ์ อุตสาหกรรมประเภทนี้ ใช้ระบบการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ ในการจัดเตรียมต้นฉบับ วิดีโอเท็กซ์ วัสดุย่อส่วน และเทเลเท็กซ์ได้ รวมทั้งการพิมพ์ภาพโดยใช้เทอร์มินัลนำเสนอภาพ ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ มีการใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบรถยนต์ ปฏิบัติการการผลิต (เช่น การพ่นสี การเชื่อมอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ฯลฯ) การขับเคลื่อน การบริการ และการขาย รวมทั้งออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถปฏิบัติงานในโรงงานได้ในรูปแบบหุ่นยนต์

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสาขาสาธารณสุขและการแพทย์
งานด้านสาธารณสุขเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ระบบบริหารได้นำเทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้ในงานต่างๆ เช่น การลงทะเบียนผู้ป่วย การสร้างเครือข่ายข้อมูลทางการแพทย์ แลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ป่วย การให้คำปรึกษาทางไกลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชำนาญ เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นหน้าหรือท่าทางของผู้ป่วยได้ ช่วยให้ส่งข้อมูลที่เป็นเอกสารหรือภาพเพื่อประกอบการพิจารณาของแพทย์ได้ ส่วนด้านให้ความรู้หรือการเรียน การสอนทางไกล ด้วยระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เป็นต้น

ระบบแพทย์ทางไกล
ระบบแพทย์ทางไกลเป็นการนำเอาความก้าวหน้า ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมมาประยุกต์ใช้กับงานทางการแพทย์ โดยการส่งสัญญาณผ่านสื่อซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณดาวเทียม (Satellite) หรือใยแก้วนำแสง (Fiber optic) แล้วแต่กรณีควบคู่ไปกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แพทย์ต้นทางและปลายทางสามารถติดต่อกันด้วยภาพเคลื่อนไหวและเสียง ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลคนไข้ระหว่างกันได้

ระบบการปรึกษาแพทย์ทางไกล
เป็นระบบการปรึกษาระหว่างโรงพยาบาลกับโรงพยาบาล (One to One) ซึ่งจะสามารถใช้งานพร้อมๆ กันได้ เช่น ในขณะที่โรงพยาบาลที่ 1 ปรึกษากับโรงพยาบาล ที่ 2 อยู่ โรงพยาบาลที่ 3 สามารถขอคำปรึกษาจากโรงพยาบาลที่ 4 และโรงพยาบาลที่ 5 สามารถขอคำปรึกษาจาก โรงพยาบาลที่ 6 ได้ ระบบการปรึกษาแพทย์ทางไกล ประกอบด้วยระบบย่อยๆ 3 ระบบดังนี้คือ
1) ระบบ Teleradiology เป็นระบบการรับส่งภาพ X-Ray โดยผ่านการ Scan Film จาก High Resolution Scanner เพื่อเก็บลงใน File ของเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะมีการส่ง File ดังกล่าวไปยังโรงพยาบาลที่จะให้คำปรึกษา
2) ระบบ Telecardiology เป็นระบบการรับส่งคลื่นหัวใจ (ECG) และเสียงปอด เสียงหัวใจ โดยผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อมายังอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
3) ระบบ Telepathology เป็นระบบรับส่งภาพจากกล้องจุลทรรศน์ (Microscope) ซึ่งอาจจะเป็นภาพเนื้อเยื่อ หรือภาพใดๆ ก็ได้จากกล้องจุลทรรศน์ทั้งชนิด Monocular และ Binocular ระบบนี้เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อกับกล้องจุลทรรศน์ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในโรงพยาบาลต่างๆ อยู่แล้ว

บทบาทของนาโนเทคโนโลยีกับการพัฒนาความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่ง การพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และคงไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้เอง ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหนือกว่า เป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง

นาโนเทคโนโลยี
คลื่นแห่งเทคโนโลยีลูกใหม่ที่เกิดขึ้นมา และเป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี วันนี้บทบาทของนาโนเทคโนโลยีเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ หลายภาคส่วนของอุตสาหกรรมต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาให้เกิดสมบัติใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการใช้งานได้หลากหลาย และสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งความก้าวหน้าของนาโนเทคโนโลยีในวันนี้ได้เข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาวัสดุก่อสร้างมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งแนวโน้มการพัฒนาวัสดุก่อสร้างให้เกิดคุณสมบัติใหม่ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ยังเป็นประโยชน์ต่อวงการก่อสร้างทั่วโลกอย่างยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย

การพัฒนานาโนเทคโนโลยีในปัจจุบันได้แทรกซึมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ต่างๆ รวมไปถึงอุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุศาสตร์ด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องยอมรับว่าในส่วนของอุตสาหกรรมการก่อสร้างนั้นมี Value Chain ที่ค่อนข้างยาวมาก ตั้งแต่สีทาบ้าน โครงสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างอิฐ ไม้ พลาสติก หรือแม้กระทั่งวัสดุเมมเบรน เป็นต้น

ในแง่ของวัสดุก่อสร้างนั้น บทบาทของนาโนเทคโนโลยีได้เข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่การเป็นส่วนผสมคอนกรีต หรือองค์ประกอบของเส้นใยวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งกล่าวได้ว่านาโนเทคโนโลยีสามารถถูกนำไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาวัสดุก่อสร้างในสองรูปแบบหลัก ได้แก่ Composite และ Component ซึ่งต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน

อนุภาคนาโนพัฒนาให้เกิดคุณสมบัติใหม่ๆ
หากจะกล่าวถึงบทบาทของนาโนเทคโนโลยีในรูปแบบของการเป็น Component นั้น หมายถึง การนำเอาอนุภาคของนาโน (Nano Particle) เข้าไปเคลือบบนผิววัสดุ เพื่อให้เกิดเป็นคุณสมบัติใหม่ๆ เช่น ความสามารถทำความสะอาดตัวเอง ที่เรียกว่า Self Cleaning หรือความสามารถย่อยสลายกลิ่น หรือสารพิษต่างๆ ได้ เป็นต้น

อีกทางหนึ่ง นาโนเทคโนโลยีที่นำไปใช้เพื่อพัฒนาวัสดุก่อสร้างใหม่ๆ จะอยู่ในรูปแบบของการเป็น Composite นั่นคือ การนำเอาเส้นใยนาโนเข้าไปใช้อิฐ หรือปูน เพื่อทดแทนการใช้เหล็ก หรือนำเส้นใยเข้าไปเป็นส่วนประกอบของวัสดุปูพื้น ที่รู้จักกันดี เช่น Geo-Textile เป็นต้น

“นาโนเทคโนโลยีสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวัสดุก่อสร้างให้มีคุณสมบัติใหม่ๆ ได้ ทั้งรูปแบบของการเป็นสารประกอบแต่ง (Composite) ของสสารในวัตถุนั้นๆ หรือจะนำไปผสมอยู่ใน Component อื่นๆ ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้ในภายหลังก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการและลักษณะงานที่จะนำไปประยุกต์ใช้ รวมถึงราคาต้นทุนด้วย”

การพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีสำหรับสิ่งทอทั่วไป

การพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีสำหรับสิ่งทอทั่วไป ให้เกิดขึ้นในประเทศ จึงมีความจำเป็นเพื่อใช้เป็น ฐานรองรับอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วในประเทศ และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กับต่างประเทศ โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ มากกว่าการผลิตโดยเน้นต้นทุนต่ำ ในขณะเดียวกันการเริ่มต้นพัฒนา ในส่วนของสิ่งทอเฉพาะทาง ก็มีความจำเป็น เพราะแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งทอ ในปัจจุบัน มีทิศทางไปสู่สิ่งทอกลุ่มใหม่นี้มากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากความหลากหลาย ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ที่เปิดโอกาสและความเป็นไปได้ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆสู่ตลาด และส่วนแบ่งทางตลาด (market share) ที่กำลังขยายและคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ผลิตภัณฑ์สิ่งทอเฉพาะทางเช่น เข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย เสื้อเกราะกันกระสุน เส้นเลือดเทียมและชุดผ่าตัดแพทย์ที่เป็นนอนวูฟเวน (nonwoven) เหล่านี้ ส่วนมากผลิตจากประเทศ ที่มีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบ ยุโรปตะวันตก ซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตเส้นใยที่ก้าวหน้า สามารถผลิตเส้นใยที่ซับซ้อนและมีคุณภาพสูง ตามต้องการ รวมไปถึงการออกแบบ และเทคโนโลยีที่ใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติ เหมาะสม ต่อการนำไปใช้งาน ในส่วนของประเทศไทย สถานภาพการพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งทอเฉพาะทางนี้ ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีการพัฒนาไปจนถึงระดับที่สร้างผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดแล้ว สาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องมาจาก การที่เรายังขาดเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการผลิต คือ การผลิตเส้นใยประสิทธิภาพสูง (high performance fiber) และการออกแบบผลิตภัณฑ์ อีกทั้งโรงงานสิ่งทอในประเทศเกือบทั้งหมด เป็นแบบ สิ่งทอทั่วไป และมีการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มากกว่าการพัฒนาขึ้นมาเอง ทำให้การปรับเปลี่ยน แนวทางการผลิตเข้าสู่สิ่งทอเฉพาะทางนั้นเป็นไปค่อนข้างช้า

ดังนั้น ในส่วนเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งทอ ในประเทศไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง มีการวางแนวทางงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ และเทคโนโลยีการผลิต ทั้งในส่วนของสิ่งทอทั่วไป และสิ่งทอเฉพาะทาง ในส่วนของสิ่งทอทั่วไป เทคโนโลยีการผลิตเส้นใย และการปรับปรุงคุณภาพของเส้นใยนั้น มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากบริษัทใหญ่ๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ผลิตเส้นใย เป็นบริษัทลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด เทคโนโลยีที่ใช้มาจากการถ่ายทอด โดยตรงจาก บริษัทแม่และ เป็นความลับ การสร้างองค์ความรู้ ด้านเทคโนโลยีการผลิตเส้นใยในประเทศ จึงเป็นการ เตรียมพร้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต อีกทั้งเป็นพื้นฐานในการส่งเสริม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ สิ่งทอที่ผลิตในประเทศ ให้มีคุณภาพเพื่อที่จะสามารถแข่งขัน ในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ในส่วนของ สิ่งทอเฉพาะทาง งานวิจัยและพัฒนาสามารถเริ่มต้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีเส้นใย ของสิ่งทอทั่วไป แล้วจึงขยายไปสู่ เทคโนโลยีการผลิตเส้นใยประสิทธิภาพสูง (high performance fiber) iรวมไปถึงการเรียนรู้ และพัฒนาการออกแบบผลิตสิ่งทอเฉพาะทาง รูปแบบต่างๆ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม