ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ชีวภาพในระดับโลก

2-jpg-1379141888823

ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันมาก คือ  ความสำเร็จของโครงการจีโนมของมนุษย์  ซึ่งได้ประกาศให้ชาวโลกทราบเมื่อวันที่  26  มิถุนายน  2543  ว่าคณะทำงานได้ลงนามเสร็จสิ้น  พร้อมทั้งร่างรายละเอียดของยีนส์ทั้งหมดของมนุษย์  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคพันธุกรรมของมนุษย์  ทำให้รักษาโรคอย่าเจาะจง  พัฒนาเวชภัณฑ์  เช่น  ยา  และวัคซีนให้มีความจำเพาะมากขึ้น นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์จะถูกนำมาประยุกต์ กับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ  โดยเฉพาะเรื่องยีนส์  อันจะนำไปสู่วิทยาการใหม่ที่เรียกว่า สารสนเทศชีวภาพ (Bio informatics) ก่อให้เกิดความสามารถทำแบบ จำลองของโมเลกุลขนาดใหญ่  โดยคอมพิวเตอร์  (Computer  modeling)  วิทยาศาสตร์ชีวภาพจะเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ประโยชน์โมเลกุลในการทำนาโนเทคโนโลยี (Nano  Technology)  และการทำชิพชีวภาพ  (Bio  Chip)  ที่จะใช้งานได้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่จะประกอบหรือฝังไว้กับร่างกายของสิ่งมีชีวิต  ช่วยแก้ไขปัญหาการทำงานของระบบประสาทและระบบควบคุมฮอร์โมนต่างๆได้ความก้าวหน้าเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ความรู้ความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์ หลายสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะเป็นการศึกษาในระดับโมเลกุล (Molocular  Bioscienes) และจะประยุกต์ร่วมกับวิทยาศาสตร์กายภาพและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์  เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคมมากขึ้น  เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมต้องเร่งการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพการเกษตรของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งรัดการผลิต การอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตร  ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้นในอนาคตวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะยังมีบทบาทสำคัญต่อการเกษตรและการแพทย์ทั้งการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม  ซึ่งถูกเร่งรัดโดยกติกาและข้อตกลงต่างๆ  ก่อให้เกิดการนำวัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable  material)  มาใช้งาน  เทคโนโลยีสะอาด  (Clean  technology)การบำบัดทางชีวภาพ  (Bioremediation)  การทำเกษตรอินทรีย์ (Organic  farming)  ยาสมุนไพร  (Herbal  medicine)  และโรงงานชีวภาพ  Biofactory  เป็นต้น  ดังนั้นในอนาคตไทยจะต้องมีนักวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่มีเป้าหมายที่จะใช้ความรู้  4 ด้าน  คือ  การเกษตร  การแพทย์    การอุตสาหกรรม  และสิ่งแวดล้อม สังคมไทยในอนาคตจะต้องการคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อทดแทนสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไปเนื่องจากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว  นอกจากนี้การศึกษาตลอดชีวิตจะมีความสำคัญต่อสังคมมากยิ่งขึ้น

การพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต

2014-07-08105635เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร และมีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า การพัฒนาอุปกรณ์การผลิตควรเริ่มจากการพัฒนาอุปกรณ์การผลิตเพื่อการเกษตรและนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไป อุปกรณ์การผลิตทางด้านการเกษตรจำเป็นต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพอาชีพ ความรู้ ฝีมือแรงงาน เศรษฐกิจ และประการสำคัญ โดยต้องคำนึงถึงการมีงานทำของประชากรในท้องถิ่นนั้นด้วย เนื่องจากฐานะเศรษฐกิจของเกษตรกรค่อนข้างต่ำ อุปกรณ์การผลิตที่จะช่วยเพิ่มผลิตผลหรือแปรสภาพผลิตผลไปสู่ตลาดต้องมีราคาถูก อยู่ในฐานะที่เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรจะร่วมกันลงทุนได้ ซึ่งขณะนี้มีอุปกรณ์การผลิตด้านเกษตรที่คนไทยพัฒนาขึ้นใช้ในท้องถิ่นเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว

การเกษตรมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โดยรู้จักใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายจากพืช สัตว์ ในชีวิตประจำวัน และในการพัฒนาประเทศให้เจริญมั่นคง การให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและส่งเสริมให้มีการนำวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในขบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้นตามมา ซึ่งสินค้าไทยที่มีศักยภาพทางการค้าคือเครื่องสีข้าว รถไถขนาดเล็ก เครื่องใส่ปุ๋ย เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยาฆ่าแมลง ปุ๋ยอินทรีย์ และเครื่องบรรจุหีบห่อสินค้าแปรรูป ซึ่งจากการผลการประเมินปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจะเห็นได้ว่าหากสินค้าเป็นสินค้าที่มุ่งเน้นเพื่อการจำหน่ายนักลงทุนเกษตรรายใหญ่ จะมุ่งเน้นที่ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน คุณภาพสูง แข็งแรง ทนทาน มีบริการหลังการขาย ดังนั้นควรให้ความสำคัญอย่างมากกับการวางกลยุทธ์การตลาดด้านผลิตภัณฑ์ และช่องทางการจัดจำหน่าย

ประโยชน์ของเครื่องมือด้านการเกษตร
1. เครื่องมือทุ่นแรงทำงานได้รวดเร็ว ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจ้างแรงงานคน และสามารถทำงานได้ทันต่อช่วงเวลาการเพาะปลูกที่เหมาะสม
2. เกษตรกรสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกได้มากขึ้น เนื่องจากเครื่องมือทุ่นแรงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับแรงงานคน และช่วงเวลาที่มีอยู่จำกัด
3. เครื่องทุ่นแรงช่วยให้เกษตรกรสามารถปฏิบัติงานตามขั้นตอนต่างๆของการเพาะปลูกได้อย่างประณีต
4. ลดการสูญเสียผลิตผลในช่วงการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งการใช้แรงงานคนจะทำให้มีการร่วงหล่นของเมล็ดพืชมาก
5. ประโยชน์ทางอ้อมของเครื่องมือทุ่นแรงก็คือ การลดความเหนื่อยยากลำบากของเกษตรกรในการประกอบเกษตรกรรม

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของไทยในปัจจุบัน

9

เศรษฐกิจไทยมีรากเหง้ามาจากการเกษตร เดิมทีเป็นการปลูกพืชเพื่อบริโภคในประเทศ แต่ภายหลังการเปิดประเทศตามสนธิสัญญาเบาริ่ง การปลูกข้าวเพื่อส่งออกก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น มูลค่าการส่งออกข้าวคิดเป็นร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในทศวรรษ 2450 ก่อนจะลดลงมาในภายหลัง ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การค้าระหว่างประเทศเริ่มเติบโตจากอิทธิพลของพ่อค้าชาวจีนที่มาตั้งรกรากในประเทศไทย ซึ่งภายหลังพ่อค้าชาวจีนเหล่านี้ก็กลายเป็นตระกูลนักธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย ส่วนอุตสาหกรรมในประเทศเริ่มต้นอย่างชัดเจนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยเป็นการผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า และกลจักรสำคัญมาจากรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ หรือบริษัทที่ร่วมทุนกับเอกชน

จุดเปลี่ยนที่สำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยสมัยใหม่ อยู่ในช่วงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่สามารถสถาปนาอำนาจนำในการเมืองโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ต้องการเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ผ่านความช่วยเหลือจากธนาคารโลกเป็นสำคัญรัฐบาลไทยขายบริษัทและรัฐวิสาหกิจที่ไม่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคให้เอกชน และตั้งหน่วยงานที่เป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ประเทศไทยเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น ปรับลดภาษีนำเข้าลง กดค่าแรงให้ต่ำ ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ถึง 6 พันล้านบาท (เฉพาะที่ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ระหว่าง พ.ศ. 2503-2525

เศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2500 และ 2510 เกิดจากการส่งออกสินค้าเกษตร และการไหลเข้าของเงินทุน-เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ส่วนภาคอุตสาหกรรมในช่วงแรกยังเน้นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าเป็นหลัก ซึ่งช่วงหลังของทศวรรษที่ 2510 จึงเริ่มเปลี่ยนทิศทางมาเป็นการผลิตเพื่อส่งออก แต่ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งพิงต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจโลกเองก็มีความผันผวนอย่างหนัก ดังจะเห็นได้จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกใน ค.ศ. 2008 ที่ยังเรื้อรัง และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยที่พัฒนาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามการเป็นประเทศอุตสาหกรรมแบบ “รับจ้างผลิต” ที่ไม่มีเทคโนโลยีระดับสูงมากนัก และอาศัยค่าแรงราคาถูกในภูมิภาคเป็นจุดเด่น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยกำลังจะติด “กับดักของประเทศกำลังพัฒนา” ในไม่ช้า

ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ชีวภาพในระดับโลก

Tecan_TEC002575I.jpg

ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันมาก คือ ความสำเร็จของโครงการจีโนมของมนุษย์ ซึ่งได้ประกาศให้ชาวโลกทราบเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2543 ว่าคณะทำงานได้ลงนามเสร็จสิ้น พร้อมทั้งร่างรายละเอียดของยีนส์ทั้งหมดของมนุษย์  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคพันธุกรรมของมนุษย์ทำให้รักษาโรคอย่าเจาะจงพัฒนาเวชภัณฑ์ เช่น ยาและวัคซีนให้มีความจำเพาะมากขึ้น นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์จะถูกนำมาประยุกต์ กับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพโดยเฉพาะเรื่องยีนส์  อันจะนำไปสู่วิทยาการใหม่ที่เรียกว่าสารสนเทศชีวภาพ ก่อให้เกิดความสามารถทำแบบจำลองของโมเลกุลขนาดใหญ่ โดยคอมพิวเตอร์  วิทยาศาสตร์ชีวภาพจะเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ประโยชน์โมเลกุลในการทำนาโนเทคโนโลยีและการทำชิพชีวภาพ ที่จะใช้งานได้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่จะประกอบหรือฝังไว้กับร่างกายของสิ่งมีชีวิตช่วยแก้ไขปัญหาการทำงานของระบบประสาทและระบบควบคุมฮอร์โมนต่างๆได้

ความก้าวหน้าเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ความรู้ความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์ หลายสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะเป็นการศึกษาในระดับโมเลกุลและจะประยุกต์ร่วมกับวิทยาศาสตร์กายภาพและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์  เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคมมากขึ้น  เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมต้องเร่งการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพการเกษตรของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งรัดการผลิต การอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตร  ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้นในอนาคตวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะยังมีบทบาทสำคัญต่อการเกษตรและการแพทย์ทั้งการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกเร่งรัดโดยกติกาและข้อตกลงต่างๆ ก่อให้เกิดการนำวัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มาใช้งาน เทคโนโลยีสะอาด การบำบัดทางชีวภาพ การทำเกษตรอินทรีย์ ยาสมุนไพรและโรงงานชีวภาพ Biofactory เป็นต้น ดังนั้นในอนาคตไทยจะต้องมีนักวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่มีเป้าหมายที่จะใช้ความรู้ 4 ด้าน คือ การเกษตร การแพทย์ การอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม สังคมไทยในอนาคตจะต้องการคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อทดแทนสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไปเนื่องจากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วนอกจากนี้การศึกษาตลอดชีวิตจะมีความสำคัญต่อสังคมมากยิ่งขึ้น

อุตสาหกรรมอาหาร กับเทคโนโลยีสะอาดเพื่อสุขภาพที่ดี

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ปัญหาโลกร้อน อันตรายต่างๆ ปนเปื้อนกับสิ่งแวดล้อม ทุกทิศทุกทาง ทั้ง ดิน น้ำ อากาศ ทำให้ทั่วโลกจำเป็นต้องมีมาตรการเพื่อร่วมกัน ป้องกัน ร่วมกันใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน ที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า มากที่สุดไว้ให้ลูกหลาน

เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด อาจเรียกว่า การผลิตเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Productivity) หมายถึง การปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อให้การใช้ วัตถุดิบ พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้เปลี่ยนเป็นของเสียน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย (Waste Minimization) จึงเป็นการลดมลพิษที่แหล่งกำเนิด (Pollution Prevention) ทั้งนี้ รวมถึงการเปลี่ยนวัตถุดิบ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนในการผลิตไปพร้อมกัน

เทคโลโลยีการผลิตที่สะอาดจึง เป็นแนวทางหนึ่งของการจัดการสิ่งแวดล้อมในลักษณะของการป้องกันมลพิษ ที่มีการประยุกต์และผสมผสานกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมของภาคการผลิต ให้มีการป้องกันหรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพในการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดเป็นการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบ พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทำให้เกิดของเสียน้อยที่สุดหรือไม่มีเลยรวมถึงการเปลี่ยนวัตถุดิบ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ จึงเป็นการลดมลพิษ ที่แหล่งกำเนิดช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์และลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการบำบัดหรือกำจัดของเสีย จึงเกิดประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการค้า

อุตสาหกรรมอาหาร เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ที่นำวัตถุดิบจากการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช เนื้อสัตว์ซึ่งได้จากธรรมชาติ มาผ่านการแปรรูป เพื่อให้ได้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการถนอมอาหาร ยืดอายุการเก็บรักษา และสะดวกในการรับประทาน ซึ่งกระบวนการแปรรูปอาหารตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบจนถึง การแปรรูปอาหารด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น การแปรรูปอาหารความร้อน การแช่เยือกแข็ง การทำแห้งจำเป็นต้องใช้พลังงานสูง และทำให้เกิดของเสียเป็นจำนวนมาก ทั้งขยะจากเศษอาหารน้ำล้าง น้ำทิ้ง ซึ่งมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และยังเกิดการปนเปื้อนไปยังอาหารที่ผลิต ทำให้เกิดอันตรายทางอาหาร (food hazard) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้ผลิตอาหารโดยตรง

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหาร ยังมีการใช้ บรรจุภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องการพลังงานทั้งไฟฟ้า น้ำมัน และพลังงงานอื่นๆ ในการผลิต และยังก่อให้เกิด “ขยะ” ปริมาณมหาศาล