ศูนย์กลางแปลเอกสารไทยเยอรมันเต็มจำนวนครบวงจร

ศูนย์กลางการถอดความสิ่งพิมพ์พร้อมกับการล่ามภาษาเยอรมัน thaieurovisa.com  ให้บริการรับแปลเอกสารไทยเยอรมันเป็นภาษาไทย และภาษาไทยเป็นภาษาเยอรมัน เพราะว่าบริการกว้างขวางทั่วโลก ข้ามระเบียบอีเมล์อินเตอร์เน็ตและไปรษณีย์ในประเทศไทยกับต่างบ้านต่างเมือง เสร็จประกันการแปลความงานพิมพ์เพราะว่ามืออาชีพศาล ผู้รู้กฎหมาย สถานทูต กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ และนักถอดความถ้อยคำผู้ได้รับยอม (certified translator)

ทีมงานของเรา มี ผู้มีสมรรถนะภาษาเยอรมันที่ผ่านการต่อสู้และซักซ้อม เพื่อรองกับลูกค้าทุกระดับชั้น ส่งมอบคุณภาพงานบริการตามราคาที่สมเหตุสมผล ให้บริการแปลเอกสารภาษาเยอรมันทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น การแปลความหมายงานพิมพ์สัญญาธุรกิจ, การตีความเอกสารหนังสือสินค้าอุตสาหกรรม,  การถ่ายความหมายสิ่งพิมพ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, การแปลความหมายเอกสารด้านรถพร้อมด้วยวิศวกรรม, การแปลสิ่งพิมพ์งบการเงินบริษัท, การถอดความสิ่งพิมพ์ราชการเพื่อการศึกษาต่อ, การตีความเอกสารราชการเพื่อการมีเหย้ามีเรือน, การถ่ายความหมายงานพิมพ์ราชการเพื่อการทำงานต่างถิ่น, การถอดความหมายสิ่งพิมพ์คัมภีร์เครื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์, การตีความเอกสารทางการแพทย์, ถอดความหมายสิ่งพิมพ์สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม, กฏเกณฑ์คุณลักษณะ ISO ฯลฯ

thaieurovisa  รวมถึงยังให้บริการล่ามภาษาเยอรมันทุกสาขาการงาน ยกตัวอย่างเช่น ล่ามภาษาเยอรมัน-ไทยแบบฉุกเฉินในที่รวมกันนานาประเทศ, ล่ามภาษาเยอรมัน-ไทยแบบสืบเสาะตัว, ล่ามภาษาเยอรมันที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของบริษัทฯ, ล่ามภาษาเยอรมัน-ไทยงานแสดงผลิตภัณฑ์นานาประเทศ พร้อมทั้งล่ามผู้จัดรายการภาษาเยอรมันบนเวที

thaieurovisa  เป็นพื้นที่กับถิ่นสรรหานักแปลความหมายสิ่งพิมพ์กับล่ามภาษาเยอรมันคุณลักษณะที่ผ่านการเลือกสรรเป็นอันดี หากท่านผู้ซื้อกำลังถามตนเองว่า น่าจะหาที่ถอดความหมายเอกสารภาษาเยอรัมนที่ไหนดี โปรดนึกถึงเรา ไว้เป็นหนึ่งตัวเลือกสรรเท่าเทียม

ประเทศไทยได้อะไรจากเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%97

 

เทคโนโลยีชีวภาพนั้นเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเป็นครั้งคราว จะเห็นได้จากโครงการเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง โดยการวินิจฉัยโรคกุ้ง ทำให้สามารถป้องกันการระบาดของโรคไวรัสในกุ้งอย่างรุนแรงในปี 2540 ได้สำเร็จ และสามารถคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่ปลอดจากเชื้อมาเพาะเลี้ยงส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยดีขึ้น คิดเป็นกำไรปีละ 10,000 ล้านบาท หมายความว่าในปีหนึ่ง ๆ ได้กำไรคิดเป็น 1,000 เท่า ต่อจำนวนเงิน วิจัยในโครงการเทคโนโลยีชีวภาพกุ้งในแต่ละปี และในด้านสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีชีวภาพได้เข้ามามีบทบาทในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคัดเลือกพันธุ์พืชทนเค็ม ทำให้พลิกฟื้นพื้นที่ที่เสื่อมโทรมจากการทำเกลือสินเธาร์ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว และคืนความชุ่มชื้นให้กับชุมชนได้สำเร็จ

จากพื้นฐานความเข้มแข็งทางด้านการเกษตรและทรัพยากรที่มีความหลากหลายในประเทศไทย  เทคโนโลยีชีวภาพจึงกลายเป็นความสำคัญสำหรับการปรับปรุงพันธุ์พืช และสัตว์ ให้มีคุณสมบัติได้ตามที่ต้องการ เพื่อการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งเพื่อการเปลี่ยนวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดมูลค่าสูงสุด เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก เช่น ข้าว ที่ต้องมีการเร่งผลิตให้ได้พันธุ์ที่สามารถให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้น ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและมีความต้านทานต่อโรค  ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันในจุดนี้ได้ผลเสียก็จะมาตกอยู่กับภาคการเกษตรอย่างหลีกไม่พ้น

การที่ประสิทธิภาพในการผลิตข้าวของประเทศไทยอยู่ที่ 70%  ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามูลเหตุของความตกต่ำอยู่ที่โรคแมลงและสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น กรณีโรคใบไหม้ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาใช้เพื่อการรวบรวมเชื้อ สาเหตุโรคใบไหม้ในประเทศไทย  รวมทั้งลักษณะและความรุนแรงเพื่อที่จะได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้มีความทนทานต่อโรคนี้ หรือในกรณีที่ได้มีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวมีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้สำเร็จ และนักวิจัยกำลังใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อมองหายีนที่เกี่ยวข้องกับการทนแล้ง เพื่อจะพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้สามารถทนแล้งและให้ผลผลิตที่ดีได้ รวมทั้งการหายีนที่เกี่ยวข้องกับการทนน้ำท่วม เพื่อใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนน้ำท่วมต่อไป

ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ชีวภาพในระดับโลก

2-jpg-1379141888823

ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันมาก คือ  ความสำเร็จของโครงการจีโนมของมนุษย์  ซึ่งได้ประกาศให้ชาวโลกทราบเมื่อวันที่  26  มิถุนายน  2543  ว่าคณะทำงานได้ลงนามเสร็จสิ้น  พร้อมทั้งร่างรายละเอียดของยีนส์ทั้งหมดของมนุษย์  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคพันธุกรรมของมนุษย์  ทำให้รักษาโรคอย่าเจาะจง  พัฒนาเวชภัณฑ์  เช่น  ยา  และวัคซีนให้มีความจำเพาะมากขึ้น นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์จะถูกนำมาประยุกต์ กับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ  โดยเฉพาะเรื่องยีนส์  อันจะนำไปสู่วิทยาการใหม่ที่เรียกว่า สารสนเทศชีวภาพ (Bio informatics) ก่อให้เกิดความสามารถทำแบบ จำลองของโมเลกุลขนาดใหญ่  โดยคอมพิวเตอร์  (Computer  modeling)  วิทยาศาสตร์ชีวภาพจะเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ประโยชน์โมเลกุลในการทำนาโนเทคโนโลยี (Nano  Technology)  และการทำชิพชีวภาพ  (Bio  Chip)  ที่จะใช้งานได้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่จะประกอบหรือฝังไว้กับร่างกายของสิ่งมีชีวิต  ช่วยแก้ไขปัญหาการทำงานของระบบประสาทและระบบควบคุมฮอร์โมนต่างๆได้ความก้าวหน้าเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ความรู้ความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์ หลายสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะเป็นการศึกษาในระดับโมเลกุล (Molocular  Bioscienes) และจะประยุกต์ร่วมกับวิทยาศาสตร์กายภาพและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์  เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคมมากขึ้น  เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมต้องเร่งการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพการเกษตรของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งรัดการผลิต การอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตร  ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้นในอนาคตวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะยังมีบทบาทสำคัญต่อการเกษตรและการแพทย์ทั้งการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม  ซึ่งถูกเร่งรัดโดยกติกาและข้อตกลงต่างๆ  ก่อให้เกิดการนำวัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable  material)  มาใช้งาน  เทคโนโลยีสะอาด  (Clean  technology)การบำบัดทางชีวภาพ  (Bioremediation)  การทำเกษตรอินทรีย์ (Organic  farming)  ยาสมุนไพร  (Herbal  medicine)  และโรงงานชีวภาพ  Biofactory  เป็นต้น  ดังนั้นในอนาคตไทยจะต้องมีนักวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่มีเป้าหมายที่จะใช้ความรู้  4 ด้าน  คือ  การเกษตร  การแพทย์    การอุตสาหกรรม  และสิ่งแวดล้อม สังคมไทยในอนาคตจะต้องการคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อทดแทนสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไปเนื่องจากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว  นอกจากนี้การศึกษาตลอดชีวิตจะมีความสำคัญต่อสังคมมากยิ่งขึ้น

การพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต

2014-07-08105635เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร และมีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า การพัฒนาอุปกรณ์การผลิตควรเริ่มจากการพัฒนาอุปกรณ์การผลิตเพื่อการเกษตรและนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไป อุปกรณ์การผลิตทางด้านการเกษตรจำเป็นต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพอาชีพ ความรู้ ฝีมือแรงงาน เศรษฐกิจ และประการสำคัญ โดยต้องคำนึงถึงการมีงานทำของประชากรในท้องถิ่นนั้นด้วย เนื่องจากฐานะเศรษฐกิจของเกษตรกรค่อนข้างต่ำ อุปกรณ์การผลิตที่จะช่วยเพิ่มผลิตผลหรือแปรสภาพผลิตผลไปสู่ตลาดต้องมีราคาถูก อยู่ในฐานะที่เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรจะร่วมกันลงทุนได้ ซึ่งขณะนี้มีอุปกรณ์การผลิตด้านเกษตรที่คนไทยพัฒนาขึ้นใช้ในท้องถิ่นเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว

การเกษตรมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โดยรู้จักใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายจากพืช สัตว์ ในชีวิตประจำวัน และในการพัฒนาประเทศให้เจริญมั่นคง การให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและส่งเสริมให้มีการนำวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในขบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้นตามมา ซึ่งสินค้าไทยที่มีศักยภาพทางการค้าคือเครื่องสีข้าว รถไถขนาดเล็ก เครื่องใส่ปุ๋ย เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยาฆ่าแมลง ปุ๋ยอินทรีย์ และเครื่องบรรจุหีบห่อสินค้าแปรรูป ซึ่งจากการผลการประเมินปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจะเห็นได้ว่าหากสินค้าเป็นสินค้าที่มุ่งเน้นเพื่อการจำหน่ายนักลงทุนเกษตรรายใหญ่ จะมุ่งเน้นที่ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน คุณภาพสูง แข็งแรง ทนทาน มีบริการหลังการขาย ดังนั้นควรให้ความสำคัญอย่างมากกับการวางกลยุทธ์การตลาดด้านผลิตภัณฑ์ และช่องทางการจัดจำหน่าย

ประโยชน์ของเครื่องมือด้านการเกษตร
1. เครื่องมือทุ่นแรงทำงานได้รวดเร็ว ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจ้างแรงงานคน และสามารถทำงานได้ทันต่อช่วงเวลาการเพาะปลูกที่เหมาะสม
2. เกษตรกรสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกได้มากขึ้น เนื่องจากเครื่องมือทุ่นแรงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับแรงงานคน และช่วงเวลาที่มีอยู่จำกัด
3. เครื่องทุ่นแรงช่วยให้เกษตรกรสามารถปฏิบัติงานตามขั้นตอนต่างๆของการเพาะปลูกได้อย่างประณีต
4. ลดการสูญเสียผลิตผลในช่วงการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งการใช้แรงงานคนจะทำให้มีการร่วงหล่นของเมล็ดพืชมาก
5. ประโยชน์ทางอ้อมของเครื่องมือทุ่นแรงก็คือ การลดความเหนื่อยยากลำบากของเกษตรกรในการประกอบเกษตรกรรม

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของไทยในปัจจุบัน

9

เศรษฐกิจไทยมีรากเหง้ามาจากการเกษตร เดิมทีเป็นการปลูกพืชเพื่อบริโภคในประเทศ แต่ภายหลังการเปิดประเทศตามสนธิสัญญาเบาริ่ง การปลูกข้าวเพื่อส่งออกก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น มูลค่าการส่งออกข้าวคิดเป็นร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในทศวรรษ 2450 ก่อนจะลดลงมาในภายหลัง ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การค้าระหว่างประเทศเริ่มเติบโตจากอิทธิพลของพ่อค้าชาวจีนที่มาตั้งรกรากในประเทศไทย ซึ่งภายหลังพ่อค้าชาวจีนเหล่านี้ก็กลายเป็นตระกูลนักธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย ส่วนอุตสาหกรรมในประเทศเริ่มต้นอย่างชัดเจนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยเป็นการผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า และกลจักรสำคัญมาจากรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ หรือบริษัทที่ร่วมทุนกับเอกชน

จุดเปลี่ยนที่สำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยสมัยใหม่ อยู่ในช่วงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่สามารถสถาปนาอำนาจนำในการเมืองโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ต้องการเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ผ่านความช่วยเหลือจากธนาคารโลกเป็นสำคัญรัฐบาลไทยขายบริษัทและรัฐวิสาหกิจที่ไม่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคให้เอกชน และตั้งหน่วยงานที่เป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ประเทศไทยเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น ปรับลดภาษีนำเข้าลง กดค่าแรงให้ต่ำ ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ถึง 6 พันล้านบาท (เฉพาะที่ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ระหว่าง พ.ศ. 2503-2525

เศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2500 และ 2510 เกิดจากการส่งออกสินค้าเกษตร และการไหลเข้าของเงินทุน-เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ส่วนภาคอุตสาหกรรมในช่วงแรกยังเน้นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าเป็นหลัก ซึ่งช่วงหลังของทศวรรษที่ 2510 จึงเริ่มเปลี่ยนทิศทางมาเป็นการผลิตเพื่อส่งออก แต่ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งพิงต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจโลกเองก็มีความผันผวนอย่างหนัก ดังจะเห็นได้จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกใน ค.ศ. 2008 ที่ยังเรื้อรัง และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยที่พัฒนาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามการเป็นประเทศอุตสาหกรรมแบบ “รับจ้างผลิต” ที่ไม่มีเทคโนโลยีระดับสูงมากนัก และอาศัยค่าแรงราคาถูกในภูมิภาคเป็นจุดเด่น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยกำลังจะติด “กับดักของประเทศกำลังพัฒนา” ในไม่ช้า